Checklist 10 ข้อ — เลือกบริษัทรับทำเว็บไซต์ยังไงให้ไม่เสียใจ (จากคนในวงการ)
เลือกบริษัทรับทำเว็บ, จ้างทำเว็บไซต์น่าเชื่อถือ, รับทำเว็บเชียงใหม่,
มีลูกค้าโทรมาหาเราเมื่อต้นปีที่ผ่านมา
เขาส่งภาพหน้าจอเว็บเก่ามาให้ดู บอกว่าจ้างทำไปเกือบ 30,000 บาท ได้เว็บมาแล้ว แต่หลังจาก dev ส่งงานก็หายไปเลย ไม่รับโทรศัพท์ ไม่ตอบ LINE ทิ้งไว้แค่นั้น
ปัญหาคือเว็บโหลดช้ามาก Google ค้นหาไม่เจอ และที่สำคัญที่สุดคือ domain กับ hosting อยู่ในบัญชีของ dev คนนั้น เขาเข้าไปแก้ไขอะไรเองไม่ได้เลย
เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นบ่อยกว่าที่คิดครับ และเกิดกับเจ้าของธุรกิจที่ไม่ได้ประมาท แค่ไม่รู้ว่าควรถามอะไรก่อนจ้าง
บทความนี้คือ checklist ที่เราอยากให้ทุกคนพิมพ์เก็บไว้ หรือ save หน้าจอไว้ใช้ตอนคุยกับ dev ก่อนตัดสินใจครับ ถ้า dev คนไหนตอบได้ครบและมั่นใจ — นั่นคือสัญญาณที่ดีมาก
ข้อ 1: มีผลงานจริงให้ดู — ไม่ใช่แค่ภาพ mockup
นี่คือข้อแรกและสำคัญที่สุดครับ
ภาพ mockup หรือ design บน Figma สวยได้โดยไม่ต้องรู้อะไรเลยเกี่ยวกับการพัฒนาเว็บจริงๆ แต่เว็บที่ใช้งานได้จริงบอกทุกอย่างในคลิกเดียว
วิธีเช็ก: ขอ URL เว็บจริงที่เคยทำให้ลูกค้า อย่างน้อย 2–3 ชิ้น แล้วเปิดดูบนมือถือของคุณเอง สังเกต 3 อย่าง: โหลดเร็วไหม หน้าตาดีบนมือถือไหม และมีปุ่มให้ลูกค้าติดต่อที่กดได้ทันทีไหม
ถ้า dev บอกว่า "ผลงานเก่าลูกค้าไม่อนุญาตให้แชร์ทั้งหมด" อาจพอเข้าใจได้บางส่วน แต่ถ้าไม่มีผลงานให้ดูแม้แต่ชิ้นเดียว ให้คิดหนักๆ ก่อนครับ
ข้อ 2: ราคาครอบคลุมอะไรบ้าง — อ่านให้ละเอียด
ราคา "เริ่มต้น 5,000 บาท" บนโฆษณากับราคาที่คุณจ่ายจริงอาจต่างกันได้มากถ้าไม่ถามให้ชัด
สิ่งที่ต้องถามให้ได้คำตอบ:
รวม domain name ไหม? ค่า domain .com ต่อปีอยู่ที่ประมาณ 300–600 บาท ถ้าไม่รวมก็ต้องซื้อเพิ่ม
รวม web hosting ไหม? hosting ราคาตั้งแต่ 300 บาท/เดือน สำหรับแบบพื้นฐาน ถ้าไม่รวมและต้องหาเองโดยไม่มีประสบการณ์ อาจเลือกผิดและเจอปัญหาเว็บช้าในภายหลัง
รวม SSL certificate ไหม? ถ้าไม่มี เว็บจะขึ้นข้อความ "ไม่ปลอดภัย" ในเบราว์เซอร์ ลูกค้าส่วนใหญ่เห็นแล้วจะออกไปทันที
รวมอีเมลธุรกิจ (เช่น info@yourdomain.com) ไหม? ถ้าต้องการและไม่รวม จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่ม
เคล็ดลับ: ขอให้ dev ส่ง "รายการสิ่งที่รวมอยู่ในราคา" มาเป็นลายลักษณ์อักษร แล้วอ่านทีละบรรทัด ไม่ใช่แค่ดูตัวเลขรวม
ข้อ 3: แก้ไขหลังส่งงานได้ฟรีกี่ครั้ง และนานแค่ไหน
เรื่องนี้มักถูกมองข้ามมากที่สุด และทำให้เกิดปัญหาบ่อยที่สุดด้วย
ของจริงคือเว็บที่ส่งมอบรอบแรกแทบไม่มีทางสมบูรณ์แบบทันที มักมีสิ่งที่ต้องปรับอีก ไม่ว่าจะเป็นสีที่ยังไม่ตรงแบรนด์ ข้อความที่อยากเปลี่ยน หรือรูปที่ต้องสลับ
มาตรฐานที่ควรได้: revision หลังส่งงานอย่างน้อย 1–2 รอบ ภายในระยะเวลา 7–14 วันหลังส่งมอบ
ถ้า dev คิดค่าแก้ทุกครั้งโดยไม่มี revision ฟรีเลย ต้นทุนจริงของคุณจะสูงกว่าราคาที่ตกลงกันไว้ได้ง่ายๆ
ระบุเรื่องนี้ในสัญญาหรือข้อตกลงก่อนเริ่มงานทุกครั้งครับ
ข้อ 4: ใครเป็นเจ้าของเว็บหลังส่งงาน — ข้อนี้คนส่วนใหญ่พลาด
นี่คือข้อที่เจ้าของธุรกิจพลาดบ่อยที่สุด และเจ็บปวดที่สุดเมื่อเกิดปัญหา
มี dev บางรายที่ลงทะเบียน domain และ hosting ในชื่อของตัวเอง แทนที่จะเป็นชื่อลูกค้า ทำให้หลังส่งงานแล้ว "เจ้าของ" เว็บจริงๆ คือ dev ไม่ใช่คุณ
ถ้าวันหนึ่ง dev คนนั้นหายไป ปิดบริษัท หรือเกิดข้อพิพาท คุณอาจเข้าถึงเว็บของตัวเองไม่ได้เลย
สิ่งที่ต้องตรวจสอบหลังส่งมอบงาน:
Domain ต้องอยู่ในบัญชีของคุณที่ผู้ให้บริการ domain เช่น Namecheap, GoDaddy หรือ Cloudflare
Hosting ต้องมี login ที่คุณเข้าได้เองโดยไม่ต้องผ่าน dev
WordPress admin (ถ้าใช้ WordPress) ต้องมี username และ password ที่คุณถือเอง
Google Analytics และ Google Search Console ต้องเชื่อมกับ email ของคุณ ไม่ใช่ email ของ dev
วิธีถาม: "หลังส่งงาน ผมจะได้ access อะไรบ้าง และทุกอย่างจะอยู่ในบัญชีของผมเองใช่ไหมครับ?" — ถ้าตอบลังเลหรือบอกว่า "เดี๋ยวค่อยดู" ให้ระวัง
ข้อ 5: เว็บโหลดเร็วแค่ไหน — ขอทดสอบต่อหน้าเลย
Google ใช้ความเร็วของเว็บเป็นปัจจัยจัดอันดับโดยตรง เว็บที่โหลดช้ากว่า 3 วินาทีสูญเสียผู้เข้าชมไปกว่า 53% ก่อนที่จะเห็นเนื้อหาด้วยซ้ำ
ข่าวดีคือทดสอบได้ฟรีและใช้เวลาไม่ถึง 2 นาที
ขั้นตอน: เปิด pagespeed.web.dev แล้วใส่ URL ผลงานเก่าของ dev ที่คุณกำลังจะจ้าง กดวิเคราะห์แล้วดูคะแนนในส่วน Mobile
คะแนน 80 ขึ้นไป = ดี, คะแนน 60–79 = พอใช้ได้, คะแนนต่ำกว่า 60 = มีปัญหาที่ต้องถาม
ถ้า dev ตอบว่า "ไม่รู้จัก PageSpeed Insights" หรือบอกว่า "ความเร็วไม่สำคัญ" — นั่นคือสัญญาณเตือนที่ชัดเจนครับ
ข้อ 6: รองรับมือถือจริงๆ ไม่ใช่แค่บอกว่ารองรับ
ทุก dev จะบอกว่าเว็บ "รองรับมือถือ" เพราะตอนนี้มันกลายเป็นมาตรฐานขั้นต่ำไปแล้ว แต่คุณภาพของ "รองรับมือถือ" ต่างกันมาก
เว็บบางชิ้นรองรับในแบบที่ "ยังพอใช้ได้" แต่ประสบการณ์ผู้ใช้แย่มาก เช่น ปุ่มเล็กเกินกดถนัด ตัวอักษรต้องซูมเพื่ออ่าน หรือเมนูที่ซับซ้อนบนมือถือจนหาไม่เจอ
ทดสอบเองได้ทันที: หยิบมือถือขึ้นมาแล้วเปิดผลงาน dev คนนั้น จากนั้นทำสิ่งเหล่านี้: อ่านข้อความโดยไม่ต้อง zoom, กดปุ่มหลักทุกปุ่ม, กรอกฟอร์มถ้ามี และเลื่อนดูทุกส่วนของหน้า
ถ้ารู้สึกลำบากแม้แต่นิดเดียว ลูกค้าของคุณก็จะรู้สึกแบบเดียวกัน และส่วนใหญ่จะปิดหน้าต่างออกไปโดยไม่บอกอะไรเลย
ข้อ 7: มี SEO พื้นฐานรวมในราคาไหม
เว็บที่ไม่มี SEO พื้นฐานเหมือนร้านที่สวยมากแต่อยู่ในซอยลึกที่ไม่มีป้ายบอกทาง ถึงจะดีแค่ไหน คนก็หาไม่เจอ
สิ่งที่ต้องมีในเว็บทุกชิ้น:
Meta title และ meta description ของทุกหน้า สิ่งที่แสดงในผลลัพธ์ Google เมื่อคนค้นหาชื่อธุรกิจคุณ
Sitemap.xml ไฟล์ที่บอก Google ว่าเว็บของคุณมีหน้าอะไรบ้าง
Google Search Console การเชื่อมเว็บกับระบบ Google เพื่อติดตามว่ามีคนค้นหาคำอะไรแล้วเจอเว็บคุณ
URL structure ที่สะอาด เช่น yourdomain.com/services แทนที่จะเป็น yourdomain.com/?p=123
วิธีถาม: "SEO พื้นฐานรวมอยู่ในราคาไหมครับ? ช่วยบอกว่าจะทำอะไรบ้างได้ไหม?" ถ้า dev ตอบได้ชัดเจนว่าจะทำอะไร แสดงว่าเขาเข้าใจเรื่องนี้จริง
ข้อ 8: ระยะเวลาทำงานชัดเจนแค่ไหน และมีหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษร
"ประมาณ 2–4 สัปดาห์" คือประโยคที่ได้ยินบ่อยมาก และก็คือประโยคที่นำไปสู่การรอ 3 เดือนบ่อยพอๆ กัน
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ dev ทำงานช้า แต่เพราะไม่มีวันกำหนดชัดเจน เมื่อไม่มีกำหนด งานก็ถูกเลื่อนออกไปเรื่อยๆ ตามงานอื่นที่เร่งกว่า
สิ่งที่ควรมีก่อนเริ่มงาน: วันส่งมอบงานชัดเจน เช่น "ส่งงานภายในวันที่ X" ไม่ใช่ "ประมาณ" ระบุเป็นลายลักษณ์อักษรในใบเสนอราคา อีเมล หรือสัญญา และกำหนดว่าถ้าส่งงานไม่ทันจะเกิดอะไรขึ้น
ถ้า dev บอกว่าไม่จำเป็นต้องเซ็นสัญญาเพราะ "เชื่อใจกัน" ยิ่งต้องระวัง เพราะความเชื่อใจไม่ได้ปกป้องคุณได้เมื่อเกิดปัญหาจริงๆ
ข้อ 9: จัดการเนื้อหาเองได้ไหมหลังส่งงาน
สมมติว่าเดือนหน้าคุณอยากเปลี่ยนรูปโปรโมชั่น หรืออัปเดตราคาบริการ คุณต้องรอ dev หรือทำเองได้?
คำตอบขึ้นอยู่กับว่าเว็บทำด้วยอะไร
ถ้าทำด้วย WordPress คุณสามารถเข้าไปแก้ไขข้อความและรูปภาพเองได้ผ่านหน้า dashboard ที่ใช้งานไม่ต่างจากการโพสต์บน Facebook มากนัก
ถ้าทำด้วยโค้ด custom ล้วนโดยไม่มี CMS รองรับ ทุกการแก้ไขต้องผ่าน dev และมักมีค่าใช้จ่ายทุกครั้ง ซึ่งในระยะยาวอาจแพงกว่าที่คิด
วิธีทดสอบ: ขอให้ dev demo การแก้ไขเนื้อหาให้ดูก่อนรับงาน ถ้าเขาทำได้ง่ายและอธิบายได้ชัด คุณก็น่าจะทำได้เองด้วย
ข้อ 10: ติดต่อได้ง่ายแค่ไหน ก่อนและหลังจ้าง
ข้อนี้ฟังดูธรรมดา แต่เป็นตัวบอกนิสัยการทำงานได้ดีที่สุด
ก่อนที่เงินจะเข้ากระเป๋า dev ทุกคนตั้งใจตอบและให้ข้อมูลดีที่สุด แต่พฤติกรรมหลังจ้างมักสะท้อนนิสัยจริงออกมา
วิธีทดสอบก่อนจ้าง: ลองส่งคำถามไปทาง LINE หรืออีเมลในช่วงเวลาทำการ แล้วจับเวลาว่าตอบกลับมาภายในกี่ชั่วโมง ดูว่าตอบตรงประเด็นไหม ให้ข้อมูลครบถ้วนไหม
ถ้าก่อนได้เงินยังตอบช้าหรือตอบแบบขอไปที — หลังส่งงานแล้วจะยิ่งยากกว่านั้น
ข้อได้เปรียบของ dev ท้องถิ่น: dev ที่อยู่ในเมืองเดียวกัน เช่น เชียงใหม่ มีข้อได้เปรียบที่มักมองข้ามคือนัดพบกันได้จริง ถ้าเกิดปัญหาซับซ้อนที่อธิบายทาง LINE ได้ยาก การนั่งคุยกันสักชั่วโมงแก้ได้เร็วกว่ามาก
ประเมินคะแนน dev ที่คุณกำลังจะจ้าง
หลังถามครบทั้ง 10 ข้อ ลองนับดูว่า dev คนนั้นตอบได้กี่ข้อ
ผ่าน 8–10 ข้อ: สัญญาณดีมาก dev คนนี้มีความโปร่งใสและเชี่ยวชาญพอที่จะไว้วางใจได้ ถ้าราคาและ timeline ตรงกัน จ้างได้เลยครับ
ผ่าน 5–7 ข้อ: ยังพอได้ แต่ถามต่อในส่วนที่ตอบไม่ได้หรือตอบไม่ชัด บางข้ออาจเป็นเพราะไม่เคยถูกถามมาก่อน ไม่ใช่เพราะไม่มีความสามารถ
ผ่านน้อยกว่า 5 ข้อ: ลองหา dev คนอื่นมาเปรียบเทียบก่อนครับ ไม่ใช่ว่าเขาไม่ดี แต่ความไม่ชัดเจนในช่วงก่อนจ้างมักกลายเป็นปัญหาที่ใหญ่กว่าในภายหลัง
3 สัญญาณเตือนที่ต้องระวังเป็นพิเศษ
นอกจาก checklist 10 ข้อ ยังมีสัญญาณที่ถ้าเจอแล้วควรระวังเป็นพิเศษครับ
สัญญาณแรก: ราคาต่ำผิดปกติ เว็บที่บอกว่าทำได้ในราคา 500–2,000 บาท โดยไม่มีคำอธิบายว่าตัดอะไรออก มักหมายความว่าใช้ template สำเร็จรูปโดยไม่บอก หรือทำคุณภาพต่ำมากจนต้องทำใหม่ทั้งหมดในปีถัดไป
สัญญาณที่สอง: ไม่มีข้อตกลงเป็นลายลักษณ์อักษร ถ้าตกลงกันแค่ปากเปล่าหรือ LINE chat โดยไม่มีใบเสนอราคาหรือสัญญา คุณไม่มีหลักฐานอะไรเลยถ้าเกิดข้อพิพาท ไม่ว่าจะถูกหรือแพงแค่ไหนก็ตาม
สัญญาณที่สาม: ขอเงินเต็มจำนวนก่อนเริ่มงาน มาตรฐานทั่วไปในวงการคือมัดจำ 30–50% ก่อนเริ่ม และส่วนที่เหลือจ่ายหลังรับงานและตรวจสอบเรียบร้อยแล้ว ถ้าขอเงินเต็ม 100% ก่อนทำอะไรเลย ให้ระวังครับ
สรุป: dev ที่ดีไม่กลัวคำถาม
ประสบการณ์ที่ทำงานกับเจ้าของธุรกิจ SME ในเชียงใหม่มาหลายปี สิ่งหนึ่งที่เราสังเกตเห็นชัดคือ dev ที่มีประสบการณ์จริงและทำงานอย่างโปร่งใสจะตอบทุกคำถามใน checklist นี้ได้อย่างมั่นใจและรวดเร็ว เพราะเขาทำสิ่งเหล่านี้อยู่แล้วในทุกโปรเจกต์
ถ้า dev คนไหนรู้สึกกังวลหรือหัวร้อนเมื่อถูกถามด้วยคำถามเหล่านี้ นั่นเองคือคำตอบที่ชัดเจนที่สุดครับ
checklist นี้ไม่ได้มีไว้เพื่อทำให้ dev รู้สึกถูกสอบ แต่มีไว้เพื่อให้การทำงานร่วมกันเริ่มต้นด้วยความเข้าใจตรงกันตั้งแต่ต้น ซึ่งเป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย
หากคุณอยู่ในเชียงใหม่และอยากทดสอบ choniedev.com กับ checklist ชุดนี้ ทักมาได้เลยครับ เราตอบทุกข้อและยินดีให้คำปรึกษาโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ไม่มีข้อผูกมัด
